ในยุคของสังคมเสรีภาพที่ประชาชาชนมีเครื่องมือต่อรองกับอำนาจกลางได้ง่ายขึ้น ต้นทุนในการต่อสู้ต่ำลง โอกาสของการเกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับองค์การที่เปลี่ยนแปลงช้าอย่างภาคการศึกษาจึงมีสูงมาก พรมแดนใหม่ของการศึกษาจึงกำลังขยายไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ยิ่งปิดกั้น ยิ่งเกิดการต่อต้าน โดยเฉพาะหลังปี 2558 ที่ประชาคมอาเชียนรวมเป็นหนึ่งเดียว ที่ต้องเปิดเสรีการศึกษา เมื่อคนในสังคมเห็นการเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่มีการจัดการการศึกษาได้ดีมีประสิทธิภาพ เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และที่สำคัญคือ หลาย ๆ ประเทศเคยเป็นเมืองขึ้น ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเจ้าอาณานิคมในอดีต ที่มีระบบการศึกษาเป็นเลิศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ก็สามารถนำเข้าได้เร็วกว่าประเทศที่พัฒนาระบบการศึกษาแบบลองถูกลองผิดอย่างไทย

พรมแดนการศึกษาใหม่ที่กำลังขยายตัวออกไป จึงเปรียบเสมือนน้ำที่สะสมพลังงานแฝงไว้จนใกล้จุดเดือด เพราะมีความล่าช้าในการเปลี่ยนแปลงมานานแล้ว เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วก็จะเกิดกระบวนทัศน์ใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โครงการแท็บเล็ตที่รัฐบาลดำเนินการนี้ แม้ว่าจะมีจุดที่ต้องพัฒนาไปอีกมาก แต่เป็น “ก้าวแรกที่กล้าก้าว” และเป็นการโยนหินถามทางว่า ผู้บริหารโรงเรียน ครู และเครือข่ายผู้ปกครอง..ที่พึ่งและตัวแทนของพ่อแม่ พร้อมขยับและกล้าที่จะคิดนอกกรอบหรือไม่ กุศโลบายแห่งหนังสือดิจิตอลรุ่นใหม่..แท็บเล็ต อาจจะหมดไปไร้ค่าเหมือนการหว่านเม็ดพันธุ์ข้าวลงทะเลทราย เฉกเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์กว่า 20 ปีที่โถมซื้อใส่เข้าไปในโรงเรียน แล้วไม่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่..เปลี่ยนแปลงวิธีการเรียน วิธีการคิด เป็นได้แค่เครื่องมือสอนใช้ไอทีและซอฟต์แวร์ ทำเอกสาร ดูหนังฟังเพลง และใช้เพื่อสื่อสารโซเชียลเน็ตเวิร์ก..ไปวันๆ เท่านั้น หาได้เปลี่ยนวิธีการคิด วิธีการเรียนการสอนใดๆ

และนั่นทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่าง “มี” และ “ไม่มี” คอมพิวเตอร์นั้น อาจแปลกใจว่า ไม่ต่างกัน ซ้ำร้าย บ้านไหนที่นักเรียนไหนมีคอมพิวเตอร์ อาจจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ด้อยลงกว่าปกติได้ด้วย หนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่องที่ต้องถามและตอบอีกมากมาย ..เพราะการศึกษา ไม่ใช่ระบบสัมบูรณ์ แต่เป็นระบบสัมพัทธ์ (Relative, not Absolute) แปรเปลี่ยนตามเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจ สังคมใดไม่เปลี่ยนแปลงเชิงสัมพัทธ์ แต่ติดกับดัก กับระบบและความยึดมั่นถือมั่นว่ารู้พอรู้ครบแล้ว หรือ "ไม่รู้" แต่คิดไปเองและนำออกมาวิจารณ์ ก็ย่อมน่าเป็นกังวลว่าการศึกษาไทยจะวิวัฒน์ไปในทางใด เช่นเดียวกับโครงการแท็บเล็ต ซึ่งมีอะไรมากกว่าการแจกกระดานชนวนไฟฟ้าไปสู่เด็ก

มีเรื่องที่หลายฝ่ายต้องผลักดันและขับเคลื่อน..ซึ่งบางครั้ง กลไกมวลชนภายนอก อาจจะสำคัญกว่ากลไกขับเคลื่อนภายในจากรัฐ พร้อมจะก้าว หรือเฝ้าที่จะรอ...พ่อแม่เท่านั้น ที่เป็นคนกำหนดชะตาของลูก และการศึกษาของประเทศ สนใจร่วมเป็นสมาชิก “เครือข่ายพ่อแม่ปฏิรูปการศึกษา” และติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายฯ ได้ที่ www.innofed.org

 


 




ติดต่อสอบถาม – มูลนิธินวัตกรรมเพื่อการศึกษา
เลขที่ 431/2 อาคารสาธรเพลส ชั้น 2 ถนนกรุงธนบุรี แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600
โทรศัพท์ 02-440-0330 โทรสาร 02-440-0338 อีเมล info@innofed.org